FAQ

“หลังฉีดผิวขาว” ต้องดูแลผิวยังไงให้ผิวสวยไปถาวร
“ผิวขาว เนียนสวย” ยังไงก็ดึงดูดสายตาได้มากที่สุดอยู่แล้ว การฉีดผิวขาวถึงบูมกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างทุกวันนี้ไงคะ ซึ่งแต่ละคลินิกที่ให้บริการ มักจะมีหลากหลายสูตรกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราสะดวกไปที่ไหน ก็ไปที่นั่น เพราะส่วนมากแทบจะเหมือนกันหมดค่ะ แต่หลังจากฉีดผิวมาแล้วล่ะ เราต้องดูแลผิวหลังฉีดยังไงกันบ้าง เราจะมาบอกให้ฟังกันค่ะ 

1.แดดนี่เป็นศัตรูตัวฉกาจ ที่เราควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด พยายามใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมั่นทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ SPF50++ ขึ้นไปยิ่งดีมากๆ เพราะผิวหลังฉีด จะค่อนข้างไวต่อแสง เราต้องปกป้องผิวให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผิวขาวอยู่กับเราไปนานๆ

2.สายปาร์ตี้นี่ต้องพยายามลดจำนวนการออกปาตี้สักนิดนึงนะคะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่ตัวดีเลย เพราะมันมีส่วนที่จะไปทำลายกลูต้าไธโอน ซึ่งกลูต้าไธโอนนี่แหละ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ผิวเราขาวขึ้น และช่วยต้านาความเสื่อมชราในร่างกายได้ด้วย สังเกตุง่ายๆ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มักจะหน้าแก่เร็วแทบทุกคนเลย 

3.ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ยิ่งเป็นอุณหภูมิห้องจะดีมาก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง สุขภาพดี และช่วยเสริมแรงในการหมุนเวียนของกลูต้าไธโอนที่ฉีดเข้าไป แสดงผลและมีประสิทธิภาพเร็วมากขึ้น 

4.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ไม่ว่าจะเป็น กรด AHA PHA หรือจะสครับผิว อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งในช่วงแรก เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่า ให้เกิดผิวใหม่ที่ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ฉีดผิวขาวมาแล้ว ใช่ว่าจะขาวขึ้นเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากนั้นด้วย ถ้าทำตามทุกข้อที่บอกไป เชื่อเถอะค่ะว่าสุขภาพผิวของคุณจะกลับมาดีอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วผิวสวยๆ จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ 
ลำไส้ของเรา เรียกร้องการ Detox แล้วหรือยัง?
เชื่อว่าหลายๆคนที่กำลังอ่านอยู่นี่ อาจจะกำลังคิดว่า “ฉันขับถ่ายทุกวัน ลำไส้ฉันปกติแน่นอน” คิดผิดแล้วค่าซิส บอกเลยตรงนี้ว่าการขับถ่ายทุกวันนั้น ไม่ได้หมายความว่า ของเสียในลำไส้ของคุณขับได้ออกมาหมดเต็ม 100% อย่าชะล่าใจไปสิคะ เราบริโภคอะไรไปบ้าง มันออกมาหมดจริงๆหรอ ให้คิดอีกทีนึง 

รู้อะไรมั้ยคะ? ว่าอาการเจ็บป่วย ที่ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ มีต้นเหตุมาจาก “ลำไส้” ยาวๆของเราเนี่ยแหละ ตัวดีเลย สารพิษสารตกค้างต่างๆนาๆ จากอาหารและเครื่องดื่ม ที่เรากินอัดมันไปทุกๆวัน วันละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ นี่ขนาดยังไม่ได้นับรวมกับของกินจุกจิกบลาๆ มันจะไปขับออกหมดในทุกๆวัน มันเป็นไปไม่ได้นะคะซิส เปลี่ยนความเชื่อนี้ซะใหม่ “ขับถ่ายทุกวัน ไม่ได้หมายความว่าลำไส้เราสะอาดแล้ว” 

แล้วทีนี้เราจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าลำไส้เราตอนนี้มันมอมแมมในระดับไหนแล้ว งั้นลองมาเช็คอาการง่ายๆกันดีกว่าค่ะ หากคุณมีอาการเหล่านี้เกิน 3 ข้อขึ้นไป นี่เป็น “สัญญาณเตือน!!” แล้วนะคะ รีบรักษาและป้องกันก่อนโรคร้ายๆจะตามมา ไปดูกันเลยค่า




อารมณ์เสียง่าย มีอาการปวดหัวเรื้อรัง นอนหลับไม่สนิท อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยไว มีภาวะความเครียดสูง หรือถ้าใครคิดว่า นี่เป็นอาการเบสิกๆ ปกติฉันก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว อ่ะ งั้นไปดูวิธีสังเกตข้อต่อไปกันค่ะ 




เป็นคนทานผักและผลไม้น้อย รับประทานเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ชอบรับประทานอาหารพวกปิ้งย่าง (เชื่อว่าเป็นของโปรดของหลายๆคน) ชอบกินขนมหวาน ติดชา กาแฟ (รักคาเฟอีนยิ่งชีพ) ติดน้ำอัดลม บริโภคไม่ครบสารอาหาร 5 หมู่ นั่นแน่!! เริ่มเข้าตัวแล้วใช่มั้ยล่ะ ไหนลองไปเช็คกันในข้อต่อไปดูซิ 




มีอาการท้องผูกเป็นประจำ ชอบจุกเสียดแน่นเฟ้อบ่อย ผายลมบ่อย ท้องเสียง่าย มีปัญหาทางเดินอาหารเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบ เห็นไหมคะ ยิ่งลองเช็คไปเรื่อยๆ เริ่มมีโรคภัยต่างๆเข้ามาแล้ว อันตรายเริ่มมาเยือนร่างกายเราแล้ว ไปดูข้อสุดท้ายกันค่ะ 




ปวดเมื่อยตามข้อต่อ ลมหายใจเหม็น (จนคนรอบข้างต้องถอยหนี) เป็นโรคภูมิแพ้ กลิ่นตัวแรง (สเปรย์ก็เอาไม่อยู่แล้วจ้า) ไวต่อการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย (โดนแดด โดนลมนิดหน่อยก็ป่วยได้แล้ว) อ้วนหรือผอมเกินเกณฑ์มาตรฐาน สิวเริ่มมาเยือน ผิวเริ่มแห้ง หยาบกร้าน สีผิวเริ่มหมองคล้ำ 

โอ้ย!! นอกจากจะไม่ดีต่อภายในร่างกายแล้ว ภายนอกยิ่งแย่เข้าไปอีก เพราะยังงี้ไง เค้าถึงรณรงค์ให้เริ่มดูแลความสวยจากภายใน แล้วภายนอกจะสวยเอง มันจริงนะคะซิส ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ขับถ่ายทุกวันใช่ว่าจะปลอดภัย ถ้าหากเช็คแล้ว เรากำลังมีอาการเหล่านี้ 3 ข้อขึ้นไป ควร “Detox” ด่วนๆเลยค่ะ สามารถทำด้วยตัวเองโดยหาข้อมูลการดีท็อกจากในอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่ก็ไม่ชัวร์ว่าจะขจัดของเสียออกมาหมดลำไส้เลยหรือเปล่านะคะ ถ้าจะเอาให้ชัวร์ เข้าคลินิกที่ให้บริการด้านสุขภาพและความงามเลยค่ะ นอนเพลินๆ ใช้เวลาไม่นาน ของเสียก็ถูกออกจากลำไส้จนหมด ไม่มีตกค้างอยู่แน่นอนค่ะ 
“แบคทีเรียตัวดี” มีประโยชน์ต่อร่างกายเราจริงหรอ?
อ๊ะๆ !! ใครบอกว่าแบคทีเรียมันน่าอี๊ หยะแหยงกันจ๊ะ นางก็มีข้อดี ที่ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายของเราอยู่เยอะมากเลยน้า แต่ข้อดีจะมีแต่ใน “แบคทีเรียตัวดี” เท่านั้นนะคะคู๊นน อย่าไปทำอะไรสกปรกๆ จับอะไรที่มีแต่เชื้อโรคล่ะ อันนั้นน่ะ มีแต่ข้อเสียทั้งนั้นแหละค่า งั้นเราไปดูข้อดีของแบคทีเรียตัวดีกันดีกว่า จะมีอะไรบ้างน้า 

• ช่วยสร้างวิตามินบีหลายตัว เช่น วิตามินบี12 , ไบโอติน , ไนอะซิน(บี3) , บี6 และกรดโฟลิก 
• ช่วยย่อยอารหารจำพวกนมเอนไซม์แลกเตส และผลิตภัณฑ์จากนม 
• ช่วยย่อยอาหารอื่นๆและช่วยทำให้การดูดซึมอาหารเป็นไปได้ดีขึ้น ป้องกันอาการท้องอืด 
• ช่วยลดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน จากไส้กรอก แหนม 
• ช่วยควบคุมปริมาณแบคทีเรียตัวร้ายไม่ให้เติบโตมากเกินไป 
• ช่วยลำไส้ให้ทำงานได้ดี 
• ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยเพิ่มอัตราการสลายน้ำดีทิ้งไปกับอุจจาระ 
• ทำให้ร่างกายสามารถนำฮอร์โมนอีสโตรเจนกลับมาใช้ใหม่ จึงยืดระยะเวลาของอาการหมดประจำเดือน ทำให้ผู้หญิงไม่แก่เร็วและช่วยทำให้การดูดซึมของแคลเซียมดีขึ้น 
• ทำให้ระบบภูมิคต้านทานดีขึ้น บรรเทาอาการภูมิแพ้ 
• ทำให้ไม่เป็นสิว 
• มีรายงานว่าแบคทีเรียตัวดี บรรเทาอาการของโรคเรื้อนกวาง ผื่นแพ้ ภูมิแพ้ ไมเกรน เก๊าท์ โรคข้อละรูมาติกส์ ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกสลับท้องเสีย 
ทำไม นมเปรี้ยว ถึงสู้กับโรคลำไส้ได้ ?
“นมเปรี้ยว” เป็นของใกล้ตัวที่เรารู้จักกันดีตั้งแต่เด็กยันโตเป็นผู้ใหญ่ใช่มั้ยล่ะคะ นมเปรี้ยวเป็นอาหารที่ดีสำหรับลำไส้เพราะมีจุลินทรีย์ชนิดดีและยังช่วยลดการแพร่พันธุ์ของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเน่าได้ เป็นอาหารที่ลดสารพิษในร่างกาย 

อาหารหมักดองต่างๆ เช่น กิมจิ ผักดอง ล้วนมีแล็กติกแอซิดแบคทีเดียแต่มีในปริมาณที่ไม่มาก ถ้าจะกินให้เพียงพอคือวันละหลายพันล้านหรือหลายหมื่นล้านตัว มีอยู่วิธีเดียวคือกินผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวนั่นเอง

แล็กติกแอซิดแบคทีเรีย ที่อยู่ในนมเปรี้ยว จะช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้โดยตรง เป็นอาวุธสำคัญในการรักษาสุขภาพลำไส้ เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกินแล็กติกแอซิดแบคทีเรียคือ หลังอาหาร เพราะความเข้มข้นของกรดในกระเพราะอาหารจะลดลง ทำให้แล็กติกแอซิดแบคทีเรียผ่านกระเพราะอาหารเข้าสู่ลำไส้ในขณะที่แล็กติกแอซิดแบคทีเรียยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่หมดแค่นั้น แล็กติกแอซิดแบคทีเรีย ยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ บรรเทาอาการอักเสบ ช่วยปรับภูมิคุ้มกัน ช่วยต้านการติดเชื้อ ลดไขมันในเลือด ขจัดคอเลสเตอรอล ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

เลือกนมเปรี้ยวอย่างไร ให้ได้คุณประโยชน์มากที่สุด ? 

1.ฉลากระบุชื่อแล็กติกแอซิดแบคทีเดียชัดเจนหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ที่ดีมักระบุชื่อของแล็กติกแอซิดแบคทีเดียและจำนวนรวม 
2.ดูข้อมูลสารอาหาร พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต (น้ำตาลเป็นหลัก) ไขมัน มีการเติมสารทีเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่ เช่น เส้นใยอาหาร และมีไขมันทรานส์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ 
3.สถานที่จำหน่ายมีการแช่เย็นที่ดีหรือไม่ แล็กติกแอซิดแบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ต้องแช่เย็น ซื้อกลับบ้านก็ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น 
4.ดูวันหมดอายุ โดยทั่วไปจะเก็บไว้ได้ 2 สัปดาห์ ควรกิจตอนยังสด อย่าทิ้งไว้ในตู้เย็นจนหมดอายุ
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเสริมจมูก
4 สิ่งที่ต้องทำ ก่อนไปเสริมจมูก สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับการเตรียมตัวก่อนไปรับบริการผ่าตัดเสริมจมูก ไม่ว่าจะไปที่คลินิกไหนก็ตาม อันดับแรกก่อนอื่นเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ต้องเลือกให้ได้ก่อนนะคะว่าจะไปเสริมจมูกที่ไหนและจะเสริมแบบไหน หลักคร่าวๆ สำหรับการเตรียมตัว หมออุ๋ยขอสรุปง่ายๆดังนี้ค่ะ 

1.งดทานวิตามินทุกตัวก่อนการเสริมจมูก แต่จริงๆแล้วห้ามอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง แต่ว่าเพื่อความเข้าใจตรงกัน เพราะว่าวิตามินบำรุงผิวในปัจจุบันนี้จะผสมวิตามินหลายๆตัวเข้ามาด้วยกันค่อนข้างที่จะยากที่จะลงรายละเอียดทั้งหมด คนไข้บางคนไม่ทราบว่าตัวเองทานอะไรอยู่ เป็นอันว่าสรุปง่ายๆว่า ก่อนไปผ่าตัดเสริมจมูก ให้งดทานทุกตัวเลย อย่างน้อย 7 วัน 

2.เมื่อจะทำนัดเสริมจมูกกับคลินิกใดก็ตาม ก่อนจะผ่าตัดรบกวนแจ้งทางคลินิกด้วยว่าเรามีโรคประจำตัวอะไรอยู่ และทานยาใดอยู่บ้าง เผื่อว่าต้องมีการเตรียมตัวก่อนทำที่นอกเหนือจากการเตรียมปกติ 

3.เหล้า บุหรี่ งดมาด้วย ถามว่าทำไมต้องงด การทานเหล้า จะทำให้แผลหลังจากการผ่าตัดหายยากขึ้น บางรายถึงขั้นเป็นแผลเป็นนูนหลังการเสริมจมูกทีเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการดูแลตัวเองที่ถูกต้องและเป็นการดูแลตัวเองที่ดีที่สุด ทุกอย่างที่ห้ามเพื่อตัวคุณเอง หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง 

4.เรื่องการงดน้ำและอาหารก่อนการเสริมจมูกนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูกแบบใดค่ะ หากเป็นแบบดมยาสลบ หรือทำให้สลบ แนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการทำ แต่หากเป็นการทำโดยใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้นก็แนะนำให้ทานอาหารบ้างแต่เบาๆ ไม่ควรทานหนักก่อนการเสริมจมูกในช่วง 6-8 ชั่วโมงก่อนทำค่ะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการเตรียมตัวก่อนเสริมจมูกนั้น คุณควรสอบถามการเตรียมตัวสำหรับคุณเอง ในแต่ละคลินิกให้ชัดเจน เพราะขั้นตอนการปฎิบัติงานในแต่ละคลินิกนั้นไม่เหมือนกัน บางคลินิกอาจมีการเตรียมตัวที่มากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้ก็เป็นได้ หากคุณเสริมจมูกที่ใดก็ควรทำตามคำแนะนำของที่นั่นเพื่อมิให้เกิดปัญหาความสับสนในการดูแลตัวเอง ฝากไว้ค่ะ ^^ 




     

091-429-4915

Scroll To Top